May 27, 2022

เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางที่ครบเครื่องที่สุดในโลก และเป็นแข้งนักเตะที่สำคัญของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ข้อมูลนักเตะ

ชื่อเต็ม : เควิน เดอ บรอยน์

เกิด : วันที่ 28 มิถุนายน 1991 (ดรอนเก้น ประเทศเบลเยียม)

อายุ : 29 ปี

ตำแหน่ง : กองกลาง

ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร

เส้นทางฟุตบอล

เจ้าหนูเดอ บรอยน์ เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศบ้านเกิด โดยเจ้าหนูได้เข้าไปฝึกวิชาที่แรกกับทีม กาเฟเฟ่ ดรอนเก้น ในปี 1997 และต่อมาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ เคเอเอ เกนท์ ในปี 1999 และอยู่ที่นี่นานถึง 6 ปี ก่อนที่ และในปี 2005  เจ้าหนูเดอ บรอยน์ ได้โยกย้ายไปเล่นในระดับเยาวชนให้กับ เคอาร์ซี เกงค์ และที่นี่เองที่เขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างมาก ตั้งแต่การเล่นเยาวชน และขยับขึ้นมาเป็นตัวสำรอง จนสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้

และในฤดูกาล 2010-2011 ถือเป็นปีของ เดอ บรอยน์ กับทีม เกงค์ เลย  เมื่อเขาสามารถระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรง พาทีมเดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่น และในท้ายที่สุดทีมก็สามารถคว้าแชมป์เบลเยียมโปรลีก ได้สำเร็จ

เดอ บรอยน์ อยู่ค้าแข้งกับ เกงค์ มาอีก 1 ฤดูกาล และก็ยังทำผลงานได้ดีเยี่ยม จนฟอร์มการเล่นไปเข้าตาทีมงานของ สิงห์บลูส์  เชลซี ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ทำให้ถูกทาบทามตัวมาร่วมทีม และเมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม ปี 2012 เดอ บรอยน์  ก็ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญาย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ของ สโมสรเชลซี   ด้วยค่าตัว 6.7 ล้านปอนด์ และมีสัญญายาวถึงห้าปีครึ่ง แต่ว่าเขายังไม่ได้ย้ายมาทันที ยังคงอยู่เล่นช่วย ทีม เกงค์ จนจบฤดูกาล 2011-2012 ต่อไป

และหลังจากจบ ฤดูกาล 2011-2012 แล้ว เดอ บรอยน์ ได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับทีม เชลซี แบบเต็มตัว แต่เนื่องจากในเวลานั้น เดอ บรอยน์ ยังเป็นแค่เพียงนักเตะแข้งดาวรุ่ง และแผงกองกลางของทีม เชลซี ยังอัดแน่นไปด้วยผู้เล่นชั้นนำ ทำให้เขาโดนปล่อยตัวไปให้กับ ทีม แวร์เดอร์ เบรเมน ทีมในบุนเดสลีกา ยืมตัวไปใช้งาน ในซีซั่น 2012-13 และการย้ายมาเล่นที่ เบรเมน ครั้งนี้ เดอ บรอยน์ ก็โชว์ฟอร์มการเล่นได้แบบสุดยอดอย่างมาก และกลายเป็นตัวหลักของทีมที่จะขาดไม่ได้เลย จนสามารถยิงได้ถึง 10 ประตู และอีก 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 34 นัด และคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา อีกด้วย

ในที่สุดในเดือนมกราคม ปี 2014 ทาง เชลซี   ก็ได้อนุญาตให้ เดอ บรอยน์ สามารถย้ายทีมได้ ซึ่งเขาก็ได้ตัดสินใจกลับไปที่ บุนเดสลีกา อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาขอไปเริ่มต้นกับ โวล์ฟสบวร์ก ทีมลูกหนังที่กำลังมาแรงอย่างมากในช่วงเวลานั้น ซึ่งขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์

และเจ้าหนุ่ม “เคดีบี”  เดอ บรอยน์ ก็สามารถระเบิดฟอร์มได้แบบยอดเยี่ยม และกลายเป็นจอมทัพที่จ่ายบอลได้อย่างเฉียบขาด โดยบัญชาเกมแดนกลางของทีมได้อย่างสุดยอด และในเลกที่ 2 ของฤดูกาล 2013-14 เดอ บรอยน์ ก็ช่วยให้ ทีมโวล์ฟสบวร์ก จบอันดับ 5 ของบุนเดสลีกา พร้อมกับเข้ารอบรองชนะเลิศบอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล อีกต่างหาก

และ เดอ บรอยน์ ยังพาทีมเอาชนะทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในนัดชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล และคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยในเกมนั้น เขาสามารถยิงประตูได้ด้วย

และนอกจากถ้วยรางวัลแล้ว ในซีซั่นดังกล่าว เดอ บรอยน์ กองกลางชาวเบลเยียม สามารถแอสซิสต์ได้มากถึง 21 ครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายสถิติของบุนเดสลีกา เลยทีเดียว จนเมื่อจบฤดูกาลเขาก็ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา, ติดทีมยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา และยังได้ตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของเยอรมัน อีกด้วย

และหลังจากประสบความสำเร็จกับ ทีมโวล์ฟสบวร์ก    เดอ บรอยน์ ก็ได้โอกาสกลับมาพิสูจน์ฝีเท้าในศึกพรีเมียร์ลีก อีกครั้ง กับทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มี  กุนซือชาวชิลี  มานูเอล เปเยกรินี่  คุมทีมอยู่ในเวลานั้น ได้ทุ่มเงินถึง 55 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาร่วมทีม และก็มีหลายคนมองว่าดีลนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มหรือไม่ เนื่องจาก เดอ บรอยน์ เคยล้มเหลวในพรีเมียร์ลีก มาแล้ว

และ “เคดีบี” ก็สามารถตอบคำถามได้หมดด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในสนาม เมื่อเขาระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรง ยิงไป 16 ประตู กับอีก 13 แอสซิสต์ พาทีม”เรือใบสีฟ้า”  คว้าแชมป์ลีกคัพ และทะยานเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของสโมสรได้ถึง 4 ครั้ง อีกด้วย

และในฤดูกาลแรกที่ เดอ บรอยน์ ได้ทำงานร่วมกับ เป๊ป เขาต้องรับบทบาทหลายตำแหน่ง หลายครั้งต้องปรับเปลี่ยนไปเล่นในตำแหน่งที่เขาไม่คุ้นเคย นั่นก็เป็นเพราะ กุนซือเป๊ป  ต้องการหาตำแหน่งที่ดีที่สุดให้กับนักเตะ เพื่อรีดศักยภาพอันสูงสุดออกมาให้ได้

และหลังจากทดลองอยู่นาน และแล้ว เป๊ป ก็มาได้ตำแหน่งที่ลงตัวของ  “เคดีบี”  คือการให้เจ้าตัวเป็นตัวฟรี ของแผงกลางคอยเป็นคนที่สร้างสรรค์เกม, ควบคุมจังหวะการเล่นของทีม นั่นเอง

และทุกอย่างก็มาลงตัว ในซีซั่น 2017-18 นี้เอง เมื่อ เป๊ป โชว์กึ๋นในการคุมทีม บวกกับฟอร์มอันร้อนแรงของนักเตะ เรือใบสีฟ้า โดยเฉพาะ เดอ บรอยน์ ที่ระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดความแรงของเจ้าตัวได้เลย    เดอ บรอยน์ พาทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยการเก็บไปถึง 100 คะแนน ทั้งห่างอันดับ 2 อย่าง ปิศาจแดง ถึง 19 คะแนน ด้วยกัน และผลงานส่วนตัว เขายิงไปถึง 12 ประตู และทำ 21 แอสซิสต์

แม้ว่าจะคว้าแชมป์ลีกมาครองอย่างยิ่งใหญ่ แต่ แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังเดินหน้าล่าถ้วยรางวัลอย่างไม่หยุดพัก และในฤดูกาล 2018-2019  พลพรรคนักเตะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้   ก็เร่งเครื่อง เร่งฟอร์ม จนสุดท้ายทีมสามารถแซงหน้า ทีม”หงส์แดง” คว้าแชมป์ได้อย่างสุดระทึก มีแต้มชนะกันเพียงแค่ 1 คะแนน เท่านั้น

ผลงานทีมชาติ

เดอ บรอยน์ เล่นทีมชาติเบลเยียม ตั้งแต่ชุดเยาวชน 18 ปี ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับชั้นขึ้นมาเล่นในชุดเยาวชน 19 ปี ตามมาด้วยชุดเยาวชน 21 ปี และจากฝีเท้าเตะอันยอดเยี่ยม และโดดเด่นเกินอายุ ทำให้เดอ บรอยน์  ถูกเรียกขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก ในปี 2010 ซึ่งเวลานั้นเดอ บรอยน์ มีอายุเพียง 19 ปี เท่านั้น และเจ้าตัวก็ได้ลงสนามในเสื้อทีมชาติชุดใหญ่ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2010 ในเกมที่ดวลแข้งกับ ฟินแลนด์

ซึ่ง ไฮไลท์สำคัญในการรับใช้ทีมชาติของ “เคดีบี” คือการพาทีม ไปคว้าอันดับ 3 ศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการเอาชนะทีมชาติ อังกฤษ 2-0 และจนถึงเวลานี้เขาได้ลงเล่นให้ทีมชาติไปแล้วถึง 78 นัด และยิงไปแล้ว 20 ประตู ด้วยกัน

เกียรติประวัติ

เคอาร์ซี เกงค์ :

  • แชมป์เบลเยียมโปรลีก 2010–11
  • แชมป์เบลเยียมซูเปอร์คัพ 2011

โวล์ฟสบวร์ก :

  • แชมป์เดเอฟเบ โพคาล 2014–15
  • แชมป์เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ 2015

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ :

  • แชมป์พรีเมียร์ลีก 2017–18, 2018–19
  • แชมป์เอฟเอ คัพ 2018–19
  • แชมป์อีเอฟแอลคัพ 2015–16, 2017–18, 2018–19, 2019-2020
  • แชมป์เอฟเอ คอมมิวนิตี้ชีลด์ 2019

เบลเยียม :

  • อันดับที่สาม ฟุตบอลโลก 2018

รางวัลส่วนตัว :

  • Bundesliga Young Player of the Year 2012-13
  • Bundesliga Player of the Year 2014-15
  • Bundesliga Team of the Year 2014-15
  • UEFA Europa League Squad of the Season 2014-15
  • Footballer of the Year in Germany 2015
  • France Football World XI 2015
  • Belgian Sportsman of the Year 2015
  • Manchester City Player of the Year 2015-16, 2017-18
  • FIFA FIFPro World XI 2nd team 2018
  • FIFA FIFPro World XI 3rd team 2016
  • IFFHS Men’s World Team 2017
  • UEFA Team of the Year 2017
  • PFA Team of the Year พรีเมียร์ลีก 2017-18
  • Premier League Playmaker of the Season 2017-18
  • UEFA Champions League Squad of the Season 2017-18, 2018-19
  • FIFA World Cup Dream Team 2018